BAFS GROUP แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้ นของบริษัทจำนวน 60.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน รายได้รวม 839.5 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรก ดันกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ 212.3 ล้านบาท ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลั งงานและเชื้อเพลิงอากาศยานปรั บตัวสูงขึ้น สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิ จและการบริหารจัดการที่มีประสิ ทธิภาพ เตรียมจ่ายปันผลระหว่างกาล ครึ่งปีแรกที่ 0.13 บาทต่อหุ้น 10 กันยายนนี้
ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสสองของปี 2569 อุตสาหกรรมการบินยังได้รั บผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิ งอากาศยานที่ปรับตัวสูงขึ้ นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิ ภาคตะวันออกกลาง โดยราคาเชื้อเพลิงอากาศยาน Jet A-1 เพิ่มขึ้นสูงกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่ วงปลายไตรมาสแรก ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้ นอย่างมีนัยสำคัญ สายการบินจึงมีแนวโน้มบริ หารกำลังการให้บริการอย่างระมั ดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความต้องการเดินทางระหว่ างประเทศยังคงมีแนวโน้มแข็งแกร่ ง โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่งเป็ นฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินและผู้ โดยสารมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่ อง แม้อัตราการเติบโตอาจชะลอลงเมื่ อเทียบกับช่วงการฟื้นตัวหลั งสถานการณ์โควิด-19
แม้จะมีปัจจัยกดดันจากภายนอกที่ ทำให้ธุรกิจให้บริการเติมน้ำมั นอากาศยานชะลอตัว แต่ BAFS Group ยังคงรักษาความแข็งแกร่ งของรากฐานธุรกิจ บริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่มีวิ สัยทัศน์ และการควบคุมต้นทุนอย่างมี ประสิทธิภาพ ส่งผลให้ในไตรมาสนี้ BAFS Group มีรายได้รวม 839.5 ล้านบาท ลดลง 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้ นของบริษัทจำนวน 60.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.07 บาท และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 6% และมี EBITDA จำนวน 402.2 ล้านบาท ลดลง 5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 BAFS Group มีกำไรสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้ นของบริษัทจำนวน 212.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.29 บาท และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 10% แม้ว่ารายได้รวม และ EBITDA จะปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกั นของปีก่อน
แต่กลุ่มบริษัทยังคงสามารถรั กษาความสามารถในการทำกำไรได้ จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนิ นงานโดยรวมลดลง 3% ส่งผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริ ษัทฯ พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปั นผลระหว่างกาลของผลการดำเนิ นงานงวดหกเดือนแรกของปี 2569 ในอัตราหุ้นละ 0.13 บาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มี สิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 และให้กำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 10 กันยายน 2569
สำหรับการต่อสัญญาการให้บริ การน้ำมันอากาศยาน ณ สุวรรณภูมิ ที่จะครบกำหนดในปี 2569 ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับแจ้งจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ให้สามารถประกอบกิ จการโครงการระบบให้บริการเชื้ อเพลิงอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อเนื่องจากสัญญาเดิม ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเดิ มจนกว่ากระบวนการคัดเลือกผู้ ประกอบการรายใหม่ของ ทอท. จะแล้วเสร็จ ซึ่งการต่ออายุการประกอบกิ จการดังกล่าวจะช่วยให้บริษั ทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่ อเนื่อง ลดความไม่แน่นอนจากการสิ้นสุ ดอายุสัมปทาน สร้างความมั่นใจในการดำเนินธุ รกิจให้เป็นไปอย่างมั่นคงและมี เสถียรภาพ สามารถให้บริการแก่สายการบิ นและประชาชนผู้เดินทางได้อย่ างต่อเนื่อง พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดั บโครงสร้างพื้นฐานเพื่อร่วมผลั กดันประเทศไทยสู่เป้าหมายศูนย์ กลางการบิน (Aviation Hub) ต่อไป



