หลายคนรู้ว่า “โรคอ้วน” เป็นโรคอันตรายที่กระทบทั้ งระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน หัวใจและหลอดเลือด จนนำไปสู่โรคอื่น เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และไขมันพอกตับ แต่ยังมีอีกหนึ่งโรคที่สัมพันธ์ กับโรคอ้วน และอันตรายต่อชีวิตไม่แพ้กัน นั่นคือ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” หรือ ( Obstructive Sleep Apnea: OSA ) ที่ทำให้การนอนไม่มีคุณภาพและค่ อย ๆ ทำร้ายร่างกายอย่างช้า ๆ ซึ่ง นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่ อมไร้ท่อ รพ.วิมุต พหลโยธิน เผยว่าหากเราไม่สั งเกตตนเองและรีบรักษาภาวะดังกล่ าว โรคนี้อาจนำไปสู่อาการรุนแรงที่ กระทบชีวิตได้
ไขมันสะสมจาก “โรคอ้วน” ตัวการของ “การหยุดหายใจขณะหลับ”

นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อธิบายว่า “คนที่เป็นโรคอ้วนไม่ได้มีไขมั
อ้วน-นอนแย่-ลดน้ำหนักยาก วงจรร้ายของ “โรคอ้วน”
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับไม่ได้เป็ นแค่ผลของโรคอ้วน แต่ยังย้อนกลับมาทำให้โรคอ้ วนแย่ลงไปอีก “คนที่เป็นโรคอ้วนจะมีความเสี่ ยงหยุดหายใจขณะหลับสูงขึ้น และเมื่อนอนไม่ดี ก็จะไปกระทบฮอร์โมนที่ควบคุ มความหิว ความอิ่ม และการเผาผลาญ ตื่นมาจึงเหนื่อยง่าย หิวบ่อย และอยากของหวานของมันมากขึ้น ผลคือน้ำหนักยิ่งเพิ่ม อาการหยุดหายใจก็ยิ่งรุนแรงขึ้ นตาม กลายเป็นวงจรที่หมุนวนไม่จบ นี่จึงเป็นคำตอบว่ าทำไมหลายคนลดน้ำหนักเท่าไรก็ ไม่สำเร็จ หรือลดได้ไม่กี่วันน้ำหนักก็ย้ อนกลับมาจุดเดิม ซึ่งไม่ใช่เพราะตั้งใจไม่พอ แต่เพราะไม่รู้ว่าร่ างกายเรากำลังติดอยู่ในวงจรนี้ จึงดูแลตัวเองได้ไม่ตรงจุด” นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล กล่าว
เช็กสัญญาณเตือน “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” ที่ควรพบแพทย์ทันที
ใครที่เป็นโรคอ้วน มักมีความเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลั บมากกว่าคนทั่วไป จึงแนะนำให้สังเกตตัวเองอย่ างสม่ำเสมอ โดยช่วงกลางคืนอาจมี อาการนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นเหมือนสำลักหรื อหายใจไม่ออก หรือคนใกล้ตัวทักว่ามีช่วงหยุ ดหายใจตอนนอน ส่วนช่วงตื่นนอนจะรู้สึกไม่สดชื่ นทั้งที่นอนเต็มอิ่ม ปวดหัวตอนเช้า คอแห้งหรือเจ็บคอ ในระหว่างวันมักง่ วงจนอาจเผลอหลับ สมาธิลดลง หรือหงุดหงิดง่าย มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็ว ซึ่งหากพบว่ามีอาการเหล่านี้แม้ เพียงข้อเดียว อาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุ ดหายใจขณะหลับ ซึ่งควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิ จฉัยทันที
“โรคอ้วน–หยุดหายใจขณะหลับ” สองอาการที่ต้องรักษาไปพร้อมกัน

สำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน รพ.วิมุต จะเริ่มจากประเมินค่า BMI ควบคู่กับความรุนแรงของโรคร่วม และคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่ยั งไม่แสดงอาการ จากนั้นจะซักถามอาการด้านการนอน เช่น นอนกรน หรือตื่นมาไม่สดชื่น ซึ่งหากสงสัยว่ามีภาวะหยุ ดหายใจขณะหลับ แพทย์จะตรวจร่างกายเพิ่มเติมพร้ อมทำ Sleep Test เพื่อประเมินความรุนแรงก่ อนวางแผนรักษาทั้งสองโรคไปพร้ อมกัน โดยหัวใจสำคัญที่ช่วยได้ทั้งคู่ คือการลดน้ำหนัก 5–10% ขึ้นไป ของน้ำหนักตัวเพื่อลดความเสี่ ยงโรค ผ่านการปรับพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกาย และใช้ยาควบคุมน้ำหนักในรายที่ จำเป็น ควบคู่กับการรักษาภาวะหยุ ดหายใจขณะหลับ เช่น การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันเปิ ดทางเดินหายใจขณะหลับ ซึ่งต้องใช้ภายใต้การดู แลของแพทย์เท่านั้น รวมถึงการใส่อุปกรณ์ การปรับท่านอน หรือการฝึกกล้ามเนื้อช่องคอ โดยหากไม่ได้ผลหรือมีอาการข้ างเคียง แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดทางเดิ นหายใจตามจุดที่ตีบตัน หรือการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะในผู้ ป่วยโรคอ้วนรุนแรง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งคู่เป็นโรคเรื้อรั ง เมื่อรักษาจึงต้องมีทีมแพทย์ติ ดตามต่อในระยะยาว
“อยากให้เข้าใจว่าโรคอ้วนไม่ได้ เสี่ยงแค่เบาหวานหรือความดันสูง แต่ยังเสี่ยงภาวะหยุ ดหายใจขณะหลับที่อันตรายไม่แพ้ กัน เพราะมันเกิดตอนเรานอนโดยไม่รู้ ตัว จึงอยากชวนให้ลองสังเกตตัวเอง ถ้ามีสัญญาณเสี่ยงอย่างเช่น นอนกรน ตื่นมาไม่สดชื่น อย่าเพิ่งหาซื้อยาช่วยเรื่ องนอนหลับหรือยาอื่น ๆ มารับประทานเอง แต่ให้มาตรวจคัดกรองกับแพทย์ จะได้ช่วยกันหาแนวทางรักษาที่ เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว” นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล กล่าวทิ้งท้าย “แพทย์ต่อมไร้ท่อสามารถช่วยคั ดกรองโรคฮอร์โมนที่มีข้อบ่งชี้ ประเมินโรคร่วมทางเมตาบอลิก และเลือกแผนลดน้ำหนักที่เหมาะกั บภาวะสุขภาพของแต่ละคน”



