เปิดไฟนอน ทำงานกะดึก ระวัง! อาจกระทบนาฬิกาชีวิต น้ำหนักรวน อ้วนง่าย เพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน

      หลายคนดูแลน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่ยังมีอีกตัวแปรที่มองไม่เห็นและอาจละเลยนั่นคือ “เวลา” ที่เรานอน ตื่น กิน และสัมผัสแสงแดดตามธรรมชาติ เพราะร่างกายมีนาฬิกาชีวภาพ หรือ Circadian Rhythm ซึ่งทำงานเป็นวงจรประมาณ 24 ชั่วโมงต่อวัน โดยมีแสงและความมืดเป็นตัวส่งสัญญาณสำคัญที่สุดของการควบคุมและปรับสมดุลนาฬิกาชีวภาพภายในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออวัยวะเกือบทั้งหมดของร่างกายมีวงจรการทำงานของตัวเอง ทำให้นาฬิกาชีวิตของเราเชื่อมโยงกับฮอร์โมน ความอยากอาหาร และการย่อย1 และหากวงจรนี้รวน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย2
     ในยุคที่หลายคนนอนดึก จ้องจอมือถือก่อนนอน เปิดไฟหรือทีวีทิ้งไว้ทั้งคืน ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันสุขภาพแบบครบวงจรในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย มุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายในการทำให้การดูแลรักษาสุขภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพที่ถูกต้องและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) จึงชวนทำความเข้าใจ 4 เรื่องใกล้ตัวที่อาจทำให้นาฬิกาชีวิตและการควบคุมน้ำหนักรวนโดยไม่รู้ตัว
1. นอนไม่ตรงเวลา น้ำหนักอาจขึ้นง่ายกว่าที่คิด
     การนอนไม่เป็นเวลา นอนดึกสลับกับนอนหัวค่ำ หรือตื่นในเวลาที่ต่างกันไปในแต่ละวัน มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น เพราะไปรบกวนการทำงานของนาฬิกาชีวิตที่ควบคุมทั้งฮอร์โมนความหิว และระบบเผาผลาญ ทำให้เกิดความอยากอาหารหวาน มัน เค็ม เพิ่มขึ้น และยังทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อยลงวันละประมาณ 55 กิโลแคลอรี
2. ไฟหัวเตียงและแสงจากหน้าจอ ภัยเงียบที่ถูกมองข้าม
     แสงที่รบกวนขณะนอนหลับทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายรวนเพราะคิดว่า เป็นเวลากลางวัน ยิ่งสว่าง ยิ่งมีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงขึ้น ดังนั้น การปิดทีวี การหรี่แสงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการทำให้ห้องนอนมืดที่สุดเท่าที่ทำได้ อาจเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน แม้ในผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูงก็ตาม
3. ทำงานกะดึกหรือกะสลับ เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2
     สำหรับผู้ที่ทำงานกะกลางคืน หรือสลับกะไม่เป็นเวลา เช่น นักบิน แพทย์ พยาบาล กระทั่งพนักงานร้านสะดวกซื้อ แม้จะตื่นอยู่ แต่อวัยวะภายในร่างกายไม่ได้เปลี่ยนเป็นโหมดกลางคืนตามตารางงาน งานวิจัยพบว่า ผู้ที่ทำงานกะกลางคืนมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงกว่าคนที่ทำงานกลางวันประมาณ 30% และความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ทำงานกะดึกอย่างต่อเนื่อง 
นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างเพศและความอ้วนอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบเช่นกัน  โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่ทำงานกะกลางคืนมีอัตราการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงกว่าทั่วไป และความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการทำงานกะกลางคืนที่ยาวนานขึ้น และผู้ที่ทำงานกะกลางคืนมากกว่า 10 ปี มีอัตราความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงขึ้น
4. ตั้งนาฬิกาชีวิตใหม่ “กลางวันสว่าง กลางคืนมืด” ช่วยคุมน้ำหนักและน้ำตาลได้ดีขึ้
    ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การรับแสงแดดในช่วงเช้า เข้านอน-ตื่นนอนให้เป็นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน หลีกเลี่ยงแสงจ้าก่อนนอน และไม่กินมื้อดึกจนเกินไป ช่วยให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลและน้ำหนักได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับบุคคลทั่วไปและผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการควบคุมโรคให้ดีขึ้น2, ผู้ทำงานกะดึกที่ต้องนอนกลางวันอาจใช้ม่านทึบแสงหรือผ้าปิดตา และลดแสงสีขาวหรือสีฟ้าในห้องนอน
     อย่างไรก็ตาม การนอนดึก หรือการเปิดไฟนอนคืนเดียวไม่ได้ทำให้เป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานทันที สิ่งที่ควรสังเกต คือ หากพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำ อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันสุขภาพแบบครบวงจรในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) จึงสนับสนุนให้ทุกคนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
     เพราะการที่นาฬิกาชีวิตเดินตรงเวลาเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดีแบบยั่งยืน สำหรับผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมการนอน การทำงานกะดึก การนอนไม่เป็นเวลา น้ำหนักตัวเกิน หรือปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพอื่น ๆ การเข้ารับการตรวจคัดกรองสุขภาพประจำปี ถือเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยและคำแนะนำที่เหมาะสม

RELATED ARTICLE

Scroll to Top