ปอดอักเสบจาก RSV ติดได้ทุกวัย ผู้สูงอายุ 50+ มีโรคร่วม เสี่ยงปอดอักเสบรุนแรง อาจกระตุ้นโรคหัวใจให้กำเริบ

      แม้ “โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV” มักถูกมองว่าเป็นโรคที่เกิดในเด็ก แต่แพทย์เตือนว่า โรคปอดอักเสบจากเชื้อ RSV พบได้ตลอดทั้งปีและติดเชื้อได้ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีโรคร่วม มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงและภาวะแทรกซ้อนทั้งทางปอดและหัวใจ ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัว ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต5 กลุ่มเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการป้องกันโรค

      รศ. พญ.ยุดา สุธีรศานต์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤตระบบการหายใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า RSV อาการระยะแรกมักคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ คัดจมูก ไอ มีเสมหะ และเจ็บคอ จึงแยกจากไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ได้ยาก RSV ติดได้ทุกช่วงอายุ ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรงก็สามารถติดเชื้อได้ กลุ่มที่น่ากังวล ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป และผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไปและมีโรคร่วม เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต หรือโรคเบาหวาน เพราะหากติดเชื้อมีโอกาสเกิดปอดอักเสบรุนแรง เมื่อเชื้อลงปอดอาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล หรือเข้ารับการรักษาใน ICU

      “ความรุนแรงของ RSV ในผู้สูงอายุไม่ใช่แค่ปอดอักเสบ แต่อาจกระตุ้นโรคหัวใจให้กำเริบ หากเชื้อลงปอดอาจทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรง ต้องได้รับออกซิเจนหรือเครื่องช่วยหายใจ และอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ขณะเดียวกันการติดเชื้อยังสามารถกระตุ้นโรคประจำตัวเดิมให้กำเริบ โดยเฉพาะโรคปอดและโรคหัวใจ เช่น หอบหืดหรือถุงลมโป่งพองกำเริบ รวมถึงหัวใจล้มเหลวและหัวใจเต้นผิดจังหวะ”

ยกตัวอย่าง กรณีผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคถุงลมโป่งพองอยู่เดิม เมื่อติดเชื้อ RSV มีอาการรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาลหลายสัปดาห์และเกือบต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เมื่อกลับบ้านกลายเป็นต้องนอนติดเตียงอยู่ระยะหนึ่ง และใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัว อีกทั้งโรคถุงลมโป่งพองเดิมก็มีอาการกำเริบบ่อยขึ้น ขณะที่อีกกรณีเป็นผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือด เมื่อติดเชื้อ RSV กลับเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนต้องเข้ารับการรักษาใน ICU และใช้เครื่องช่วยหายใจ แม้ไม่ได้มีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัวมาก่อน

     “จากข้อมูลพบว่า ผู้สูงอายุที่ต้องนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ RSV มีโอกาสเสียชีวิตได้สูงกว่าเด็กเล็กถึง 10 เท่า ภาวะแทรกซ้อนสำคัญ ได้แก่ ปอดอักเสบรุนแรง การติดเชื้อแทรกซ้อน รวมถึงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ อาการรุนแรงหรือต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน อาจทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียสมรรถภาพและความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง โดยบางรายอาจต้องนอนติดเตียง แม้พ้นระยะวิกฤตแล้ว และใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัวกลับมามีสมรรถภาพใกล้เคียงเดิม”

ทั้งนี้ กลุ่มผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไปที่ต้องนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ RSV มีโอกาสเสียชีวิตได้สูงกว่ากลุ่มเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี

สำหรับประเทศไทย การติดเชื้อ RSV พบได้ตลอดทั้งปี แต่พบมากขึ้นในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว โดยเชื้อแพร่ผ่านการไอหรือจามและการสัมผัสใกล้ชิด ผู้สูงอายุจึงอาจรับเชื้อจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการ การป้องกันทำได้ด้วยการสวมหน้ากากในสถานที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ

     ยกตัวอย่างการฉีดวัคซีนว่า มีผู้ป่วยสูงอายุรายหนึ่งที่มีโรคหอบหืดและมีหลานวัยเรียน แพทย์ได้แนะนำให้รับวัคซีนปอดอักเสบจาก RSV เป็นอีกทางเลือกในการป้องกัน โดยประมาณ 2 เดือนหลังรับวัคซีน สมาชิกหลายคนในครอบครัวติดเชื้อ RSV และมีอาการค่อนข้างมาก ขณะที่ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีอาการ สะท้อนความสำคัญของการวางแผนป้องกันล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมและมีโอกาสสัมผัสเชื้อจากคนในครอบครัว

สำหรับวิธีป้องกันและลดความเสี่ยงการติดเชื้อ RSV: หมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างจากผู้ที่เป็นโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ กรุณาปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ เภสัชกร และพยาบาล เป็นต้น

“โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV อาจเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่สำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคร่วม การติดเชื้ออาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทั้งปอดและหัวใจ รวมถึงส่งผลต่อสมรรถภาพร่างกายในระยะยาวการรู้จักวางแผนป้องกันตั้งแต่ก่อนติดเชื้อจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดโอกาสเกิดโรครุนแรงและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ” รศ. พญ. ยุดา กล่าวทิ้งท้าย

RELATED ARTICLE

Scroll to Top