อาการป่วยที่มีไข้ ไอ เจ็บคอ หรืออ่อนเพลีย อาจไม่ได้เป็นเพียงไข้หวั ดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A” โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่มั กจู่โจมอย่างรวดเร็วและทิ้ งอาการปวดเมื่อยรุนแรงไว้กับร่ างกาย การทำความเข้าใจระยะของโรค สัญญาณอันตราย และแนวทางการป้องกัน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการดู แลตนเองให้ปลอดภัยจากช่วงระบาด

นายแพทย์ศุภวิชญ์ สมิทธิเศรษฐ์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Influenza A ซึ่งแพร่กระจายผ่ านละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุยในระยะใกล้ชิด หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งแล้ วนำมือไปแตะบริเวณตา จมูก หรือปาก ความน่ากลัวของเชื้อชนิดนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เป็ นระยะ ทำให้ภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้ อในครั้งก่อน ๆ อาจไม่สามารถป้องกันเชื้อสายพั นธุ์ใหม่ได้อย่างเต็มที่
สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อ มักปรากฏอาการค่อนข้างรวดเร็ว โดยมีสัญญาณเด่น คือ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลียไม่มีแรง ไอแห้ง เจ็บคอ น้ำมูกไหล คัดจมูก และเบื่ออาหาร นอกจากนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก อาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
แม้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จะมีอาการคล้ายกันในหลายราย แต่ระดับความรุ นแรงของโรคอาจแตกต่างกันอย่างสิ้ นเชิง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมี ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
เจาะลึก 3 ระยะของโรค จากเริ่มรับเชื้อสู่การฟื้นตัว
การดำเนินโรคของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A แบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่
- ระยะฟักตัว (ก่อนเริ่มมีอาการ): หลังได้รับเชื้อ อาจใช้เวลาประมาณ 1–4 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการ โดยช่วงนี้ไวรัสกำลังเพิ่
มจำนวนในร่างกาย และผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้ อไปยังผู้อื่นได้แม้ยังไม่มี อาการชัดเจน - ระยะมีอาการ: เมื่อเริ่มป่วย อาการมักเกิดขึ้นรวดเร็ว เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอ่อนเพลีย
- ระยะฟื้นตัว: เมื่อร่างกายเริ่มกำจัดเชื้อ ไข้และอาการปวดเมื่อยจะลดลงก่อน ส่วนอาการไอและอ่อนเพลียอาจยั
งคงอยู่ต่ออีกระยะ โดยทั่วไปผู้ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้ อนจะฟื้นตัวภายใน 5–7 วัน แต่สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจมีอาการนานหรือแพร่เชื้อได้ นานกว่าคนทั่วไป
สิ่งที่น่าเป็นห่วงเมื่อมีการติ ดเชื้อ คือ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ภาวะปอดอักเสบจากเชื้อไวรั สโดยตรงหรือมีแบคทีเรียซ้ำเติม, การติดเชื้อทางเดินหายใจรุ นแรงจนหายใจลำบาก, โรคประจำตัวกำเริบ และภาวะขาดน้ำจากการมีไข้สูง เหงื่อออก รับประทานอาการ หรือดื่มน้ำได้น้อย
หากพบ 5 สัญญาณเตือนอันตราย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่
- หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือแน่นหน้าอก
- ไข้สูงต่อเนื่อง หรือมีไข้กลับมาอีกหลั
งจากอาการเริ่มดีขึ้น - ซึมลง หรืออ่อนเพลียมากผิดปกติ
- ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่
มน้ำได้เพียงพอ - อาการไอหรืออาการทางเดินหายใจรุ
นแรงขึ้น
ปัจจุบัน การตรวจหาสารคัดหลั่งทางจมูกหรือคอทำได้ 2 วิธีหลัก คือ การตรวจแบบรวดเร็ว (RIDT) ซึ่งรู้ผลไวแต่ความแม่นยำต่ำกว่ า และการตรวจระดับโมเลกุล (RT-PCR) ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้ อได้อย่างแม่นยำสูงแม้ใช้ เวลานานกว่า ทั้งนี้ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีอาการบางอย่างคล้าย COVID-19 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B และไข้หวัดธรรมดา แต่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ผู้ป่วยมักจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอ่อนเพลียอย่างชัดเจนกว่าไข้ หวัดธรรมดา
สำหรับแนวทางการรักษา ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงหรื ออาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านไวรัส เช่น Oseltamivir ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้ นหากเริ่มใช้ภายใน 2 วันแรกของการป่วย ส่วนผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง สามารถดูแลตนเองได้ด้วยการพักผ่ อนให้เพียงพอ, ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่ อลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป ไข่ ปลา เต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน รวมถึงใช้ยาลดไข้หรื อบรรเทาอาการตามคำแนะนำ
เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้ อื่น ควรปฏิบัติตามสุขอนามัยอย่ างเคร่งครัด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือเป็นประจำ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม และพักอยู่บ้านจนกว่าอาการจะดี ขึ้น
“การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำปีละ 1 ครั้ง ในช่วงก่อนเข้าฤดูระบาดหรือช่ วงหน้าฝน จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการติดเชื้อ และลดความรุนแรงของโรคได้อย่ างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับการดูแลสุขอนามัยในชีวิ ตประจำวัน เช่น หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้มีอาการ สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในพื้นที่ แออัด และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่ เสมอ”



