ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) เดินหน้าชูหลัก “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ยกระดับสุขภาพของผู้คนและโลกอย่างยั่งยืน

     อุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลกถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและภารกิจสำคัญในการรักษาชีวิตผู้คน แต่ภายใต้ภารกิจสำคัญนี้ กลับมีอีกมิติของข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งระบบสุขภาพนับเป็นหนึ่งในกลุ่มภาคส่วนที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงเป็นลำดับต้น ๆ โดยมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 5% ของโลก ซึ่งมากกว่าอุตสาหกรรมการบินเสียอีก จากสถานพยาบาลที่ต้องใช้พลังงานสูง ระบบขนส่งยาและวัคซีนที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งจำนวนมาก
      โดยเฉพาะในเอเชีย เมื่อสังคมผู้สูงอายุขยายตัว ความต้องการด้านการรักษาพยาบาลยิ่งทวีขึ้น หากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมสุขภาพไม่มีการออกแบบและบริหารการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ขยายวงกว้างตามไปด้วย
     นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในระดับภูมิภาค เมื่อการขยายตัวของสังคมเมือง และการเปลี่ยนแปลงช่วงอายุของประชากรเพิ่มความต้องการในการเข้าถึงยา การตรวจวินิจฉัย และการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกัน เมื่อกระทรวงสาธารณสุขประกาศสนับสนุนนโยบาย “เศรษฐกิจสุขภาพ” ของรัฐบาล เพื่อผลักดันไทยขึ้นสู่การเป็น Medical & Wellness Hub ตามแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ
     ในขณะเดียวกัน ระบบสุขภาพยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพอากาศร้อนชื้นที่ต้องพึ่งพาระบบทำความเย็นซึ่งใช้พลังงานมหาศาล และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในบางพื้นที่ที่ยังไม่เสถียร อันเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า อนาคตของระบบสุขภาพต้องอาศัย “เศรษฐกิจหมุนเวียน” มาเป็นหลักในการลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร และการสร้างความยั่งยืนระยะยาว
     รายงานความยั่งยืนล่าสุดของซิลลิค ฟาร์มา สะท้อนให้เห็นทั้งความท้าทายและโอกาสของระบบสุขภาพแบบหมุนเวียน โดยบริษัทได้ลงทุนกว่า 275.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าของส่วนลดค่ายาและบริการดูแลรักษาที่มอบให้กับโครงการช่วยเหลือผู้ป่วย โดยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2564 เป็นต้นมา บริษัทได้สนับสนุนการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 89 ล้านโดส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) ในเอเชีย ขณะเดียวกัน ทีมงานด้านงานทะเบียนและกำกับดูแล หรือ Regulatory Affairs สามารถจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ 294 รายการ และอีก 18 ข้อบ่งใช้ใหม่ นับเป็นการช่วยขยายการเข้าถึงยาและวัคซีนที่จำเป็น
     แม้ภารกิจของระบบสุขภาพ คือ การ “รักษาชีวิต” แต่กระบวนการทำงานกลับสร้างของเสียจำนวนมาก เช่น ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย ชุดกาวน์ และบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งจำเป็นสำหรับการควบคุมโรคติดต่อ อีกทั้งชีวเภสัชภัณฑ์ และวัคซีนรุ่นใหม่ยิ่งต้องพึ่งพาระบบควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด
     องค์การอนามัยโลก (WHO) จะระบุว่า 85% ของขยะทางการแพทย์ทั่วไปเป็นขยะไม่อันตราย แต่ข้อจำกัดด้านการคัดแยกขยะของหลายประเทศในเอเชีย ทำให้ขยะส่วนใหญ่ถูกกำจัดด้วยการเผารวม ซึ่งเพิ่มการปล่อยคาร์บอนโดยไม่จำเป็น สะท้อนถึงการดำเนินงานของห่วงโซ่อุปทานในระบบสุขภาพโดยรวม ซึ่งขาดการตระหนักถึงหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
     จอห์น เกรแฮม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ซิลลิค ฟาร์มา (John Graham, Group CEO of Zuellig Pharma) กล่าวว่า “อดีตเราเคยมองว่า ความยั่งยืนเป็นต้นทุน แต่วันนี้เราเห็นแล้วว่า ธุรกิจที่ดีสามารถทำควบคู่ไปกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ ยกตัวอย่างเช่น ซิลลิค ฟาร์มาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากกล่องสไตโรโฟมและน้ำแข็งแห้ง มาใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำได้และเปลี่ยนวิธีการแพคสินค้าควบคุมอุณหภูมิช่วยให้เราลดกล่องแบบใช้แล้วทิ้งได้หลายล้านใบเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ซัพพลายเชนทั้งระบบ”
     เศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคสุขภาพไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่คือการออกแบบกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงการยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ การปรับปรุงเครื่องมือแพทย์ การลดการใช้วัตถุดิบใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากร ทั้งนี้ ซิลลิค ฟาร์มา เดินหน้าพัฒนานวัตกรรม เช่น eZCooler บรรจุภัณฑ์ควบคุมอุณหภูมิแบบใช้ซ้ำได้ เพื่อทดแทนบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว ที่จะมาเป็นอนาคตของการขนส่งยาและวัคซีนที่ต้องได้รับการควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด รวมไปถึงการตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 70% ภายในปีพ.ศ. 2573 โดยในปีพ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา บริษัทเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนแล้วถึง 61% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น แต่ยังช่วยตอกย้ำบทบาทของเทคโนโลยี ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของระบบสุขภาพในอนาคต
ระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่น ยั่งยืน และออกแบบเพื่ออนาคต
     การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมสุขภาพไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำงานแบบบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้กำหนดมาตรฐานของอุตสาหกรรม และการลงทุนที่สอดคล้อง อย่างไรก็ตามอนาคตของระบบสุขภาพมีทิศทางชัดเจน คือ เศรษฐกิจหมุนเวียนที่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้นิยามประสิทธิภาพโดยรวมของระบบควบคู่ไปกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์
     ซิลลิค ฟาร์มา ในฐานะผู้ให้บริการด้านสุขภาพแบบครบวงจรในเอเชีย แสดงให้เห็นว่าความยั่งยืนและผลกำไรในการดำเนินการควบคู่ไปด้วยกันได้ เมื่อออกแบบอย่างรอบคอบ เราสามารถสร้างระบบสุขภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ มากขึ้น ในปัจจุบันที่สุขภาพ ของผู้คนและสุขภาพของโลกใบนี้เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงไม่ใช่แนวคิดทดลอง แต่ คือพิมพ์เขียวของระบบสุขภาพแห่งอนาคต

RELATED ARTICLE

Scroll to Top