หนึ่งในสาเหตุ
ของภาวะสมองขาดเลือดที่
หลายคนอาจนึกไม่ถึงคือภาวะ
หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจทำให้เกิดลิ่มเลือดหลุ
ดไปอุดตันหลอดเลือดสมองได้
นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ระบบประสาทและสมอง รพ.วิมุต พหลโยธิน ชวนทำความเข้าใจความเชื่
อมโยงระหว่างหัวใจกับสมอง พร้อมแนะนำหลักสังเกตอาการ BEFAST เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรั
กษาอย่างรวดเร็ว ลดโอกาสเกิดความพิการและการสู
ญเสีย
หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเป็นต้นเหตุของสมองขาดเลือด
นพ.ภีมณพัชญ์ อธิบายว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากหลอดเลือดที่เลี้ยงสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เซลล์สมองเสียหาย ผู้ป่วยจึงอาจเกิดอัมพฤกษ์ คือแขนขาอ่อนแรงแต่ยังขยับได้บางส่วน หรืออัมพาต คือไม่สามารถขยับอวัยวะส่วนนั้นได้ ตลอดจนอาจมีปัญหาการพูด การมองเห็น หรือการทรงตัว ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของความเสียหายในสมอง หนึ่งในสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน คือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) ซึ่งเป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่งที่ทำให้หัวใจห้องบนบีบตัวได้ไม่เต็มที่ เลือดบางส่วนจึงคั่งและอาจจับตัวเป็นลิ่มเลือด หากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดที่เลี้ยงสมอง จะทำให้สมองบริเวณนั้นขาดเลือด ส่งผลให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและสารอาหาร อย่างไรก็ตามผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วบางราย อาจไม่มีอาการใจสั่นหรือความผิดปกติที่สังเกตได้ชัดเจน แต่ยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดสมอง
“แม้จะพบอาการเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเกิดกับตนเองหรื
อคนรอบข้าง หรือรู้สึกว่าอาการดีขึ้น ก็ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะอาจเป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่
วคราว ซึ่งเป็นสัญญาณเตื
อนของโรคหลอดเลือดสมอง พร้อมแจ้งเวลาที่เริ่มมีอาการ หรือเวลาล่าสุดที่ทราบว่าผู้ป่
วยยังไม่มีอาการผิดปกติ (Last Known Well) เพื่อช่วยให้แพทย์ประเมิ
นแนวทางการรักษาได้อย่
างเหมาะสม”
ถึงมือแพทย์เร็ว เพิ่มโอกาสลดความเสียหายต่อสมอง

นอกจากเวลาที่เริ่มมีอาการแล้ว แพทย์ยังต้องตรวจร่
างกายและตรวจภาพสมองเพื่
อหาสาเหตุ เพราะอาการที่ดูคล้ายกันอาจเกิ
ดได้ทั้งจากหลอดเลือดสมองตีบหรื
ออุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งมีวิธีรักษาต่างกัน หากเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรื
ออุดตัน แพทย์อาจพิจารณาให้ยาละลายลิ่
มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่
วยที่มีข้อบ่งชี้และไม่มีข้อห้
าม โดยทั่วไปควรเริ่มรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมงนับจากเวลาที่เริ่มมี
อาการ หรือเวลาล่าสุดที่ทราบว่ายั
งปกติ
ผู้ป่วยบางรายอาจยังมีโอกาสได้
รับการรักษาหลังพ้นช่วงเวลาดั
งกล่าว ขึ้นอยู่กั
บผลการตรวจภาพสมองและการประเมิ
นของแพทย์ จึงไม่ควรรอดูอาการเพราะคิดว่
ายังมีเวลา หรือไม่ไปโรงพยาบาลเพราะเข้
าใจว่าสายเกินไปแล้ว ยิ่งเข้าถึงการรักษาเร็ว ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสลดความเสี
ยหายต่อสมอง ส่วนผู้ป่วยบางรายที่มีหลอดเลื
อดสมองขนาดใหญ่อุดตัน อาจรักษาด้วยการสอดสายสวนเข้
าไปนำลิ่มเลือดออก
ดูแลหัวใจ คุมโรคประจำตัว ลดความเสี่ยง “โรคหลอดเลือดสมอง” ก่อนสาย

นอกจากการรักษาให้ทันเมื่อเกิ
ดอาการแล้ว การดูแลหัวใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังเป็นส่วนสำคัญในการลดความเสี่
ยงสมองขาดเลือด ผู้ที่มีอาการใจสั่นหรือหั
วใจเต้นไม่สม่ำเสมอเป็น ๆ หาย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ส่วนผู้ที่เป็นภาวะหัวใจห้
องบนสั่นพลิ้วควรรับการประเมิ
นความเสี่ยงโรคหลอดเลื
อดสมองจากประวัติสุขภาพและปัจจั
ยเสี่ยงร่วม โดยแพทย์อาจตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG หรือ EKG) เพื่อดูจังหวะการเต้น การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้
อนความถี่สูง (Echocardiography) เพื่อดูโครงสร้างและการทำงาน รวมถึงอัลตราซาวด์หลอดเลือดที่
คอหรือตรวจภาพสมองด้วย CT Scan หรือ MRI ตามอาการ แพทย์จะพิจารณาความจำเป็
นในการใช้ยาต้านการแข็งตั
วของเลือดเป็นรายบุคคล โดยประเมินทั้งความเสี่ยงต่
อการเกิดโรคหลอดเลื
อดสมองและความเสี่ยงต่อภาวะเลื
อดออก หากต้องใช้ยาต้านการแข็งตั
วของเลือดเพื่อป้องกันลิ่มเลือด ควรรับประทานตามแพทย์สั่งและไม่
หยุดหรือปรับยาเอง ควบคู่กับการควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ในชีวิตประจำวันควรเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และปลา ลดเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารเค็มจัด และเครื่องดื่มหวาน รวมถึงควรออกกำลังกายระดั
บปานกลาง เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยาน สะสมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที โดยผู้ที่มีโรคหัวใจหรือเคยเป็
นโรคหลอดเลือดสมองควรให้แพทย์
แนะนำระดับที่เหมาะสม รวมถึงงดสูบบุหรี่และหลีกเลี่
ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ในปริมาณมาก
“โรคหลอดเลือดสมองอาจเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างฉับพลัน การใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการดูแลอนาคตของตัวเองด้วย เพราะเป้าหมายของการดูแลไม่ได้มีเพียงการรักษาโรค แต่รวมถึงการรักษาความสามารถในการทำงาน ดูแลครอบครัว และทำสิ่งที่มีความหมายกับชีวิต จึงอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ และให้เวลากับการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ” นพ.ภีมณพัชญ์ กล่าวทิ้งท้าย